ว่าด้วยเรื่อง ... ไม่ค่อยมีสาระ | |
เมื่อการโกหกเป็นธรรมชาติของคน แล้วจะจับโกหกด้วยวิธีใด
ตั้งแต่เกิดจนตายไม่มีใครไม่เคยโกหก อยู่ที่ว่าจะบ่อยแค่ไหนเท่านั้น การที่มนุษย์ทำเช่นนี้เพราะมันมันพฤติกรรมธรรมชาติที่ไม่มีใครสามารถหลีกเลี่ยงได้ และความจริงข้อหนึ่งที่คงทำให้หลายคนแปลกใจก็คือ ถึงแม้วิทยาการของมนุษย์จะก้าวหน้าสักปานใด เราก็ไม่มีวิธีที่ดีในการจับโกหกเลย
หนังสือชื่อ The Day America Told the Turth ที่ออกวางตลาดเมื่อ 3 ปีก่อนนี้ B. Bradford ได้รายงานว่า จากการสำรวจคนอเมริกัน 4 หมื่นคน เขาพบว่ามี 93% ที่พูดโกหกสม่ำเสมอ และ 35% ของคู่สมรสจำต้องโกหกเพื่อรักษาความสงบราบรื่นของครอบครัว
นอกจากนี้เขายังพบว่าแทบทุกคนใน 1สัปดาห์จะพูดโกหกหนึ่งหรือสองครั้ง และการสนทนาระหว่างลูกกับพ่อแม่นั้น เป็นไปไม่ได้เลยที่จะพูดความจริงกันทั้งหมดแบรดฟอร์ดยังพบอีกว่า ตามปรกติผู้หญิงจะโกหกเก่งกว่าผู้ชาย และผู้หญิงที่ยิ่งสวยก็มักมีแนวโน้มว่าจะยิ่งโกหกเก่ง เหตุผลที่เป็นเช่นนี้เพราะผู้หญิงถนัดในการรู้ใจคู่สนทหาว่าเชื่อเรื่องประเภทใด ดังนั้นเธอจึงตกแต่งเรื่องราวให้ดูสมจริงได้ดีกว่า การสำรวจโดย D. Hollander แห่งมหาวิทยาลมัสซูรีในสหรัฐอเมริกาเมื่อปี 2541 ได้ผลว่า 85% ของนิสิตชาย-หญิงที่กำลังรักกัน มักให้ข้อมูลของคนรักเก่าในลักษณะที่ไม่ตรงความจริง และหนึ่งในสามของนิสิตกลุ่มนี้พูดโกหกอย่างน้อยหนึ่งครั้ง ใน 1 สัปดาห์สำหรับกรณีของเด็กเล็ก ๆ นั้น นักจิตวิทยาก็พบว่า เด็กเริ่มโกหกเป็นเมื่ออายุได้ 2 ขวบ และเมื่ออายุได้ 5 ขวบ ความสามารถในการพูดปดก็ได้รับการพัฒนาสูงขึ้นมาก และโดยทั่วไปแล้วเด็กผู้หญิงก็พิสูจน์ให้ทุกคนประจักษ์ว่ามีความสามารถด้านนี้สูงกว่าเด็กชาย แต่การโกหกของเด็กวัยนี้ไม่น่ากังวลเพราะเด็กวัยนี้ไม่สามารถแยกจินตนาการออกจากความจริงได้ ดังนั้นการพูดโกหกจึงเป็นการพูดถึงสิ่งที่จินตนาการออกมาอย่างบริสุทธิ์ใจ.....
สาเหตุของการโกหกมีมากมายตั้งแต่ การต้องการทำให้อีกฝ่ายรู้สึกดี การปิดบังความผิด หรืออาจใช้ในการสมัครงาน ความอาทร....ฯ
เมื่อสาเหตุของการโกหกมีมากมายเช่นนี้ จึงไม่น่าแปลกใจว่าเหตุใดเราจึงไม่ค่อยประสบความสำเร็จในการจับโกหกโดยเฉพาะในกรณีของคนที่รักมากหรือสนิทมาก การจับโกหกก็ยิ่งยากมาก ริชาร์ด ไวส์แมนแห่งมหาวิทยาลัยเฮิร์ตฟอร์ดเชียร์ในสหรัฐอเมริกา ได้ให้เหตุผลว่าเวลาคนสนิทกันหรือรักกัน ความรู้สึกนึกคิดของเรามักไม่ตั้งอยู่บนความเที่ยงธรรมคือเรามักลำเอียงคิดว่าคนที่เรารักมากนั้นพูดอะไร ๆ ก็จริงไปหมด
เครื่องจับเท็จ(polygraph) เป็นอุปกรณ์วิทยาศาสตร์ชนิดหนึ่งที่ถูกนำมาใช้ในการจับโกหก อุปกรณ์นี้ทำงานโดยอาศัยหลักการตรวจจับสัญญาณชีพจร ลักษณะการเหงื่อออก หรือจังหวะการหายใจ ฯลฯ ของคนที่กำลังตอบคำถาม ซึ่งถ้าพูดโกหก ชีพจรและการทำงานต่างๆ ของร่างกายก็จะแตกต่างไปจากปรกติทันที แต่อุปกรณ์นี้อาจทำงานพลาดได้มากถึง 75% ของการตรวจสอบหน่วยงานที่ให้ความสนใจเรื่องเทคนิคการจับโกหกมากที่สุด คือ หน่วยสืบสวนราชการลับ โดยในระยะ 2 ปีที่ผ่านมา กระทรวงกลาโหมของสหรัฐฯ ได้ร่วมมือกับ เจ. เวนดาเมียแห่งมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียใต้ แสวงหาวิธีจับจารชนที่มีประสิทธิภาพสูงกว่าการใช้เครื่องจับเท็จธรรมดา และยังมีอีกหลายหน่วยงานที่พยายามค้นคว้าเกี่ยวกับวิธีตรวจสอบการพูดเท็จ.....
การศึกษานี้ทำให้เรารู้ว่าคนที่ไม่เคยโกหกใครคือ คนใบ้ ส่วนคนที่ไม่เคยถูกโกหกคือคนหูหนวก เมื่อการโกหกเป็นเรื่องที่มีในทุกวงการและทุกวงสนทา ทั้งๆ ที่รู้ว่าการโกหกเป็นบาปแต่เราก็จำเป็นต้องปดในบางกรณี เพื่อถนอมความรู้สึกที่ดีของคู่สนทนานั่นเอง และเมื่อสาเหตุที่ทำให้เราพูดปดได้มีหลายสาเหตุดังนั้นกระบวนการจับเท็จ จึงเป็นเรื่องยากที่จะทำได้อย่างมีประสิทธภาพ แต่ก็มีบุคคลบางอาชีพที่ถนัดมากในเรื่องจับโกหก บุคคลประเภทที่ว่านี้ได้แก่ ตำรวจ นักจิตวิทยา และ "แม่ของเรานั่นเอง"
ชีวิตคนเรามีอะไรมากมายที่ผ่านเข้ามาให้ซึมซับรับรู้... ในชีวิตคนเรามีผู้คนมากมายที่ผ่านเข้ามาให้รู้จักมักคุ้น ...
แต่ในผู้คนมากมายเหล่านั้น... อย่างน้อยคงต้องมีใครบางคนที่ทำให้เรารู้สึก "ไม่ธรรมดา" ที่จะนึกถึงเรียกว่าเป็น "ความพิเศษ" ที่เราจะยกเว้นเอาไว้ จากความปกติทั่วไปของจิตใจ ก็ในเมื่อคำว่า "พิเศษ" หมายถึงความจำเพาะ ความแปลกแยก ความดีงาม ความอบอุ่นใน หัวใจ กระนั้นทำไมเราไม่ปฏิบัติต่อเขาให้ตรงกับที่ใจคิด
ให้ "ความ รู้สึกดีดี" จากจิตใจที่ ดี ดี ให้ "ความอาทรถึง" จากจิตใจที่นึกถึง ให้ "ความห่วง" จากจิตใจที่เป็นห่วง ให้ไปเถอะ ให้ไปอย่างดีดี แต่มี " สติ" ให้ไปเถอะ ให้ไปอย่างอบอุ่น แต่ไม่ "คุกรุ่น" ให้ไปเลย ให้ไปเท่าไหร่ก็ได้ แต่เมื่อให้ไปแล้วต้อง "ไม่ร้อนรุ่มกลัดกลุ้ม" และหากเมื่อใดจิตใจอาจระส่ำระสาย สะดุดกับอะไรขึ้นมาบ้าง ก็จงหยุดพักตรึกตรอง อย่าปล่อยให้พายุอารมณ์โถมพัด "สิ่งดีดี" จนกระจัดกระจาย... เพราะ "การให้ความหมาย" ไม่ใช่ "การตั้งความหวัง" คนสองคนให้ความหมายซึ่งกันและกัน
แต่คนสองคน "จะไม่ตั้งความหวังในกันและกัน"
เพราะการตั้งความหวังมักนำพาซึ่ง "การเรียกร้อง" "ความอยากเป็นเจ้าข้าวเจ้าของ" โดยที่ไม่รู้ตัว มันร้อนนัก หนาวนัก และไม่เป็นสุข เราต้องไม่ลืมปรับอุณหภูมิ จิตใจเอาไว้ที่ องศาอุ่นๆ หากเริ่มรู้สึกตัวว่า ความร้อนเริ่มทวีขึ้น เราต้องค่อยๆ เดินออกมาสูดอากาศเย็น หากตรงกันข้ามเราก็ต้องหลบเร้นจากความหนาวมาหาไอแดด เช่นกัน และอย่าลืมว่า "ความพิเศษ" ไม่ได้จำกัดว่าจะต้องเป็น "พิเศษมาก" หรือ "พิเศษสุด" หรือพิเศษอย่างยิ่ง ในคนคนเดียว ... ทั้งเราและเขา อาจจะมีคนพิเศษในวิถีชีวิตได้หลายลักษณะ พิเศษในเรื่องนั้น พิเศษในเรื่องนี้ ใน เมื่อหัวใจเป็นของเรา... เราก็ย่อมเลือกให้ความพิเศษกับใครก็ได้ ที่เราจะไม่ต้องแลกกับความทุกข์ อย่างพิเศษกลับมา...
จงให้ "ความพิเศษ" เป็นชีวิตชีวา เป็นแววตาที่แจ่มใส เป็นความห่วงใยที่เมื่อนึกถึงทีไรก็ยิ้มได้ ไม่วิ่งหนี แต่ไม่วิ่งตาม ไม่หักห้าม แต่ไม่กระโจนใส่ ไม่เป็น น้ำตาลที่หวานอ่อนไหว แต่เป็นความอบอุ่นในหัวใจและเอื้ออาทร จงเป็นความแจ่มใสในอารมณ์ของตัวเอง เป็นความชุ่มชื่น สดใส เช่นสายน้ำ เป็นสีสันงดงาม เช่นมวลผกา เป็นสีเขียวของใบไม้ ที่เย็นที่ตาและที่ใจ
และที่ตรงนี้ จะอีกนานเท่าใดไม่ว่า "คนพิเศษ" คนนั้นจะอยู่ใกล้หรือต้องจากกันไกล... " ความพิเศษ" นั้นก็จะคงอยู่อย่างมีคุณค่า ณ ที่เดิม ที่ซึ่งใจข้างซ้ายตรงกัน...
Tell me why the stars do shine. บอกฉันหน่อย ทำไมดาราจึงส่องแสง
Tell me why does the ivy twine. บอกฉันที เหตุใดไม่เลื้อยจึงเกี่ยวพัน
Tell me whu the sky is blue. บอกฉันเถิด ไฉนนภาจึงสีฟ้า
And I´ll tell you why I love you. แล้วฉันจะว่า ทำไมฉันรักเธอ..
ใต้กลอนบทนี้ ตอบว่า
Nuclear fusion makes the stars to shine. นิวเคลียร์ฟิวชั่นไง ทำให้ดาราส่องแสง
Tropism makes the ivy twine. ส่วนทรอพิซึมเป็นเหตุ ไม้เลื้อยที่เกี่ยวพัน
Rayleigh scattering makes the sky so blue. การกระเจิงแบบเรย์เล สร้างสีฟ้าบนเวหา
Glamdular hormones is why I love you! แล้วฮอร์โมนเพศคือคำตอบ ทำไมฉันรักเธอ !!
> > > >ขับรถ มีราคา แต่ปัญญา มันคงน้อย > >โดนปาด ขูดเป็นรอย ต้องตามต่อย บ้าป่ะ > > > >โบกโบก ลงมาคุย > >ลงมาลุย กันไหมวะ > >เตะต่อย เลือดกระจาย ไม่หนำใจ เขาว่ะ > > > >มันขาดคนคอยป้อนยา > >มาโดนคนด่าก็แค้นใจ > >โอ๊ะ โอ น่ากลัวเหลือเกิน > >เบ็นซ์พุ่งไปบนฟุตบาท > >อ้างออกมาว่าผีทำ ..... > > > >หงิกมีปัญหา หาหา มันอย่างบ้าเลยเธอ > >ระวังอย่าเผลอๆๆ มันจะทับเราตาย > >มีการศึกษา หนา หนา ไม่ได้ช่วยอะไร > >คนจนปวดใจ ยัย ยัย ก็ต้องแพ้เส้นใหญ่ทั้งปี อ่ะ > > > >ออกข่าว ด่าคนจน ว่าเป็นคน ศึกษาน้อย > >ไอ้คน ที่มันถ่อย ไล่เตะต่อย อ่ะใครหว่า > > > >คนจน ผิดอะไร หรือเพราะไร้ การศึกษา > >คนรวย เรียนมาดี ทำตัวงี้ แย่ว่ะ > > > >พ่อหงิกเคืองจนหน้าแดง > >ลูกโดนรังแกจนขาชา > >โอ๊ะ โอ น่ากลัวเหลือเกิน > >พ่อมันเส้นใหญ่นี่หว่า > >โวว่าจะได้เห็นดี ..... > > > > > >หงิกมีปัญหา หาหา มันอย่างบ้าเลยเธอ > >ระวังอย่าเผลอๆๆ มันจะทับเราตาย > >หงิกมีปัญหา หา หา แต่ว่าพ่อมันใหญ่ > >คนจนปวดใจ ยัย ยัย คงไม่แคล้วตายฟรี > > > >หงิกมีปัญหา หาหา มันอย่างบ้าเลยเธอ > >ระวังอย่าเผลอๆๆ มันจะทับเราตาย > >มีการศึกษา หนา หนา ไม่ได้ช่วยอะไร > >คนจนปวดใจ ยัย ยัย ก็ต้องแพ้เส้นใหญ่ทั้งปี
มีขยะที่ต้องเก็บหลังงานปาร์ตี้เลิก นั่นหมายความว่าเราได้อยู่กับเพื่อนๆ
มีภาษีที่ต้องจ่าย หมายความว่าเรามีงานทำ
มีเสื้อผ้าคับเกินไป หมายความว่าเรามีอาหารเพียงพอที่จะกิน
มีเงาตามหลังขณะเราทำงาน หมายความว่าเราได้ออกไปรับแสงแดด สนามหญ้าที่ต้องตัด / หน้าต่างที่ต้องทำความสะอาด / ท่อน้ำที่ต้องซ่อม หมายความว่าเรามีบ้านอยู่
เสียงด่ารัฐบาลที่เราได้ยิน หมายความว่าเรามีเสรีภาพที่จะพูด
ได้ที่จอดรถที่ไกลที่สุดของพื้นที่จอด นั่นหมายความว่าขาเรายังเดินได้
เสื้อผ้ากองใหญ่ที่ต้องซักรีด หมายความว่าเรายังมีเสื้อผ้าใส่
รู้สึกเมื่อยล้าหลังการทำงานในแต่ละวัน หมายความว่าเรายังทำงานได้
เสียงนาฬิกาปลุกที่ดังขึ้นทุกเช้า หมายความว่าเรายังมีชีวิตอยู่
ได้เสียเวลาอ่านข้อความนี้ หมายความว่าเรามีคนที่ยังคิดถึงเรา
ฟอสซิลที่ค้นพบในเปรู
อาจทำให้นักวิทยาศาสตร์ต้องเปลี่ยนแปลงความคิดพื้นฐานเกี่ยวกับนกเพนกวิน เหตุสะท้อนนกเพนกวินเป็นสัตว์มีอายุเก่าแก่อย่างน้อย 3 เท่าของที่เคยคิดไว้อีกทั้งยังมีขนาดใหญ่กว่าไกเซอร์ เพนกวิน และอาศัยอยู่ในพื้นที่ที่มีสภาพอากาศอบอุ่น
คณะนักวิจัยระหว่างประเทศ สรุปดังกล่าว
หลังจากตรวจสอบซากฟอสซิล 2 ชุด ที่เพิ่งค้นพบ ฟอสซิลดังกล่าวเป็นเพนกวินชนิดที่สูญพันธุ์ไปแล้ว เพนกวินยักษ์ ไอคาไดเตส ซาลาซี มีความสูง 150 ซม. และมีชีวิตอยู่เมื่อ 36 ล้านปีที่แล้ว ทางชายฝั่งตอนใต้ของเปรู ส่วนอีกพันธุ์หนึ่งคือ เปรูไดเตส เดฟรีซี ซึ่งมีขนาดครึ่งหนึ่งของเพนกวินยักษ์ แต่มีชีวิตอยู่ 6 ล้านปี ก่อนหน้าเพนกวินยักษ์ หรือ 42 ล้านปีที่แล้ว คณะนักวิจัยจากเปรู อาร์เจนตินา และสหรัฐ
รวมถึง น.ส.จูเลีย คลาร์ก นักชีววิทยาเกี่ยวกับสัตว์โบราณแห่งมหาวิทยาลัยนอร์ทแคโรไลนา ได้นำซากฟอสซิลทั้งสองมาเผยแพร่แก่สื่อสหรัฐ
เพนกวินโบราณทั้งสองพันธุ์ ถือเป็นหลักฐานใหม่ที่แย้งกับทฤษฎีปัจจุบัน ซึ่งระบุว่า
เพนกวินเป็นสัตว์ที่อาศัยแถบขั้วโลกใต้และนิวซีแลนด์ ในช่วงเวลาไม่ถึง 10 ล้านปีที่แล้ว จากนั้นก็ขยายถิ่นฐานไปยังเส้นศูนย์สูตร นอกจากนั้น การค้นพบซากฟอสซิลเพนกวินทั้งสองพันธุ์ในเปรู
ยังชี้ว่าเพนกวินเป็นสัตว์ที่มีอายุมากกว่าที่นักวิทยาศาสตร์คิดไว้ถึง 30 ล้านปี ทั้งยังเคยอาศัยอยู่ใกล้เส้นศูนย์สูตรมากกว่าที่คิดกันไว้ โดยเฉพาะในช่วงที่โลกมีอากาศอบอุ่นที่สุดยุคหนึ่งในช่วง 65 ล้านปีที่ผ่านมา
งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีเดนมาร์ก พบว่า
อาหารจำพวกเนยและเนื้อบดที่ผนึกด้วยบรรจุภัณฑ์สุญญากาศตามห้างสรรพสินค้าอาจเป็นแหล่งพำนักอาศัยชั้นดีสำหรับเชื้อที่ก่อให้เกิดพิษในอาหาร
อาหารที่บรรจุด้วยระบบสุญญากาศ
เป็นระบบที่ไล่ออกซิเจนออกจากบรรจุภัณฑ์เพื่อคงความสดและยืดอายุวางจำหน่าย แต่วิธีนี้กลับเป็นประโยชน์ต่อแบคทีเรียชนิดหนึ่งที่ชื่อว่า ลิสเทอเรีย โมโนไซโตเจนส์ เป็นแบคทีเรียที่ทำให้อาหารเป็นพิษ และร้อยละ 25 ของคนที่ได้รับเชื้อมีโอกาสเสียชีวิต
แบคทีเรียชนิดนี้ต่างจากเชื้อโรคในอาหารชนิดอื่น
พวกมันสามารถเจริญเติบโตได้ในตู้เย็นที่มีอุณหภูมิต่ำ คณะกรรมการอาหารและยาสหรัฐยังระบุด้วยว่า แบคทีเรียบลิสเทอเรียนี้ถูกโฉลกกับอาหารจำพวกนมสด ไอศกรีม ชีสแบบนุ่ม ฮอตดอก เนื้อสด ผักสด เนื้อสัตว์ปีกชนิดปรุงสุกและเนื้อสด ปลาสดและรมควัน
ทีมวิจัยจากเดนมาร์กระบุในรายงานว่า
แบคทีเรียสามารถอยู่ได้โดยไม่ต้องการออกซิเจน ดังนั้น เมื่อยู่ในบรรจุภัณฑ์แบบสุญญากาศ โอกาสที่เชื้อโรคจะแพร่กระจายจึงมากกว่าการบรรจุอาหารในสภาวะทั่วๆ ไป
อย่างไรก็ตาม ทีมวิจัยไม่ได้สนับสนุนให้เลิกใช้วิธีการบรรจุอาหารแบบสุญญากาศ
เพราะอาจนำไปสู่ปัญหาแบคทีเรียหรือเชื้อโรคชนิดอื่น แต่งานวิจัยครั้งนี้ต้องการที่จะช่วยสร้างแนวทางพยากรณ์ความเสี่ยงของโรคเกี่ยวกับอาหาร ในอนาคตทีมวิจัยนี้วางแผนศึกษายีนสำคัญของเชื้อลิสเทอเรียเพื่อหาวิธีป้องกันและต่อสู้กับเชื้อโรคร้ายนี้
-เพื่อนนินทา : เพื่อนนินทาเรา แสดงว่าเราต้องมีดีอะไรสักอย่าง จนเพื่อนมันอิจฉา อย่างนี้เราน่าจะภูมิใจ ตัวเองแทนที่จะไปโกรธเพื่อนคนนั้น พูดง่ายๆ เขาไม่มีจุดเด่นเหมือนเราเขาจึงนินทาว่างั้นเหอะ
-ส่งยิ้มให้เธอแล้ว ไม่แยแส : ยังดี..นะเนี่ย ที่เธอไม่ด่ากลับมา นี่แสดงว่าเธอยังมีน้ำใจดีอยู่บ้างโอ.. ซาบซึ้งเหลือเกิน ถึงเราจะแห้ว..แต่เราก็ยังประทับใจในความดีของหล่อน
-โดนแม่ด่าแต่เช้าตรู่ : แม่ด่าเรา แสดงว่าแม่ยังรักและห่วงใยเราอยู่ โห..ซาบซึ้งมากเลย อีกอย่างหนึ่ง ในคำด่าของ แม่ต้องมีอะไรดีๆ ซ่อนไว้แน่ ๆ ไม่อย่างนั้นแม่ไม่ด่าซ้ำ ๆเรื่องเดิม ๆ อย่างนี้หรอก
-ครูสอนไม่รู้เรื่องเลย : ท้าทายมาก ..ท้าทายมาก นี่หมายความว่าคุณครูกำลังท้าทายเราว่าถ้าข้าสอนห่วยๆ แบบนี้ เอ็งจะรู้เรื่องหรือเปล่า อย่างนี้ยอมไม่ได้..เราต้องขวนขวายเอาเอง เพื่อพิสูจน์กึ๋นให้คุณครูรู้ว่าเรานี้ก็ไม่เบาเหมือนกาน..น
-อกหักอีกแหล่ว : ไม่เป็นไร ได้เรียนรู้ชีวิต นี่ป็นการพิสูจน์สัจธรรมอีกครั้งว่า รักแท้คือแม่เรา ว่าแต่ตัวเราเอง คอยปรับปรุงตัวเองให้ดีๆ เหอะ ชีวิตดีขึ้นเดี๋ยวก็มีคนมาชอบเราเองแหละ
-รถติดหงุดหงิดๆ : นั่งสมาธิมันเสียเลย จิตใจสว่างไสว เรียนหนังสือจะได้จำแม่น ง่ายจะตาย หลับตาหายใจ เข้าออกลึก ๆ นับ 1 2 3 4 5 ดูลมหายใจ เข้าออกเพลิน ๆ ไม่ต้องไปรอคอยอะไร
-โห..ใช้เงินเพลิน : " เงินหมด ก็อดอย่างเสือ" ดีสิ..จะได้ฝึกนิสัยอดทนสักระยะ หมดเรียบเลย ยังมีคนอื่นที่ ทุกข์มากกว่าเราเยอะแยะ ทุกข์ของเรามันแค่เรื่องขี้ผง
-ชอบเขา แต่เขาไม่ชอบเราง่ะ : ธรรมดาเลย.. ปิ๊งใครง่าย ๆ มันก็ต้องกิน"แห้ว"ประจำ ที่จริงชีวิตของเรานั้น มีคุณค่ามากนะ จะปล่อยให้เรื่องเล็กๆ แค่นี้มาทำให้ชีวิตของเราไร้ค่าได้อย่างไร ทำตัวเองให้มีค่า ดีกว่า เดี๋ยวก็มีคนดี ๆ มาชอบเราเองหรอกน้า..า
-กลุ้มใจจัง : "กลุ้มใจ" ไม่มีคนมาจีบ ไม่มีใคร มันยังดีกว่า "ช้ำใจ" ที่โดนคนมาหลอก มาจีบ ถ้าอยากจะพบ รักแท้ มันก็ต้องอดทนไว้ก่อนนะเธอ
-หน้าเป็นสิว : วัยรุ่นมีสิวน่ารักจะตายไป ไปไหนมาไหน เออถ้าคนแก่มีสิวสิ ค่อยน่าอายหน่อย
-อิจฉาเพื่อน : มีหน้าตาดีก็ยินดีด้วย แฟนมันหน้าตาดีอ่ะอะ แต่เราว่ามีแฟนนิสัยดี ดูแลเอาใจใส่ดี แบบนี้ สุดยอดกว่านะ
- อยากตัดใจ : ทุกครั้งที่นึกถึงเขาให้ทำอย่างนี้ดิ " หายใจเข้าลึกๆ นึกถึงเขา(คนนั้น) ทรมานใจมาก หายใจออกยาว ๆ สลายภาพของเขาใหัหายไป " อยากทำใจให้ไวสุดๆ แล้วก็พูดในใจว่า "โอ้..! ทุกสิ่งทุกอย่าง ในโลกนี้ ไม่ใช่ของเรา มันเป็นไปตามเหตุตามปัจจัย "
ทุกอย่างล้วนเกิดจากใจ
เจ้าเด็กชายตัวน้อยของเราเดินเข้าไปหาคุณแม่ในครัว หลังจากเช็ดมือ กับผ้ากันเปื้อนแล้วเธอก็ก้มลงอ่าน กระดาษที่ลูกชายยื่นให้… - ค่าตัดหญ้า 5.00 บาท - ค่าทำความสะอาดห้องผมอาทิตย์นี้ 1.00 บาท - ค่าซื้อของของให้แม่ 2.50 บาท - ค่าดูแลน้องชาย 2.50 บาท - ค่าเอาขยะไปทิ้ง 1.00 บาท - ค่าได้คะแนนดี 5.00 บาท - ค่ากวาดสนาม 2.00 บาท -รวมค้างชำระ 19.00 บาท
เมื่อคุณแม่อ่านเสร็จแล้วก็หยิบปากกาขึ้นมา พลิกกระดาษไปด้านหลังแล้วเขียนว่า - เก้าเดือนที่แม่อุ้มท้อง….ไม่คิดเงิน - เวลาที่แม่พยาบาลลูก และสวดมนต์ให้ลูก…ไม่คิดเงิน - ค่าที่ลูกทำให้แม่ต้องเสียน้ำตา.ไม่คิดเงิน. -ของเล่น อาหาร เสื้อผ้าพาเที่ยว...ไม่คิดเงิน -แม้แต่เช็ดน้ำมูกให้…..ไม่คิดเงินหรอกจ้ะลูก -เมื่อรวมทั้งหมดเป็นราคาเต็มของความรัก……ไม่คิดเงินเหมือนกัน -เมื่อเด็กชายได้อ่านสิ่งที่คุณแม่เขียนไว้ น้ำตาหยดโตก็ไหลออกมา -เขาสบตากับแม่แล้วจึงพูดว่า " แม่ครับผมรักแม่จริงๆ นะครับ" -แล้วเขาก็เอาปากกาเขียนหนังสือตัวโตว่า...…. -จ่ายหมดแล้ว... แม่จ่ายหมด แล้ว แต่ลูกยังทอนให้ไม่หมด
คำพังเพยมานมนานที่ว่า
“กินแอปเปิลวันละลูก ไม่ต้องไปหาหมอ” นั้น นักวิทยาศาสตร์ของมหาวิทยาลัยคอร์เนลล์อันมีชื่อเสียงของสหรัฐฯ พบในการศึกษาว่า ที่ถูกควรจะพูดว่า “กินเปลือกแอปเปิลวันละลูก ไม่ต้องไปหาหมอ” มากกว่า
นักวิจัยได้ค้นพบ
สารประกอบสิบกว่าชนิดในเปลือกแอปเปิล โดยเฉพาะสาร “ไตรเตอเปนอยด์” ว่ามีสรรพคุณในการยับยั้งหรือฆ่าเซลล์มะเร็งที่เพาะขึ้นในห้องปฏิบัติการ ผู้ช่วยศาสตราจารย์รุย ไฮ หลิว
แห่งภาควิชาวิทยาศาสตร์การอาหารและผู้ศึกษาอาวุโสกล่าวว่า “เราพบสารประกอบซึ่งมีอำนาจมากในการยับยั้งการแพร่ขยายของเซลล์มะเร็งตับ ลำไส้ และมะเร็งทรวงอกในมนุษย์ และมันอาจจะมีส่วนในด้านการต่อต้านมะเร็งของแอปเปิลทั้งลูก
มหาวิทยาลัยคอร์เนลล์เคยศึกษาพบมาก่อนว่า
แอปเปิลมีอิทธิฤทธิ์ในการต่อสู้เซลล์มะเร็งในห้องปฏิบัติการทดลอง ทั้งยังสามารถทำให้ ปริมาณและขนาดของเนื้อร้ายที่ทรวงอกของหนูลดลงด้วย และพวกนักวิจัยปัจจุบันเชื่อว่าสารไตรเตอเปนอยด์ อาจจะเป็นตัวการใหญ่ในการสู้รบกับมะเร็ง”.
การให้อภัย เป็นการให้ที่ว่างกับใจตนเอง เพื่อไม่ต้องแบกความรู้สึกไม่ดีไว้กับตนเอง
เหนื่อยไหมกับการต้องแบกอะไรไว้ในใจมากมาย คนที่เคยทำให้คุณเจ็บช้ำ คนที่เคยทำผิดต่อคุณ
ถึงแม้ว่าเวลาอาจรักษาแผลใจได้ แต่ไม่อาจทำให้ความผิดของคนๆนั้นหายไปจากใจคุณได้
แต่การให้อภัยจะเป็นการลบความผิดนั้นออกจากใจ ไม่ต้องให้คุณสร้างแผลใจให้กับตัวเอง เพราะคนที่ทำผิดกับคุณ เขาอาจไม่รู้ร้อนรู้หนาวกับคุณหรอก....
...........................................
ให้อภัยเป็นการให้ที่วิเศษ เพราะเป็นการให้สองทาง นอกจากจะเป็นการปลดปล่อยความผิดของใครบางคน
ก็ยังเป็นการให้ที่ว่างกับใจตนเอง เพื่อไม่ต้องแบกความรู้สึกไม่ดีไว้กับตัวเอง
การให้อภัย ไม่ใช่การยอมรับความผิดของใครบางคน แต่เป็นการให้อิสระแก่ใจตัวเอง... เพื่อหลุดพ้นจากความพยาบาท
................................................
คนอื่นทำอะไรผิดๆ กับคุณมากมาย ถ้าคุณให้อภัยเขาเหล่านั้นได้
บางทีคุณควรจะนึกย้อนถึงตัวคุณเองบ้าง ยังมีสิ่งใดที่ยังค้างคาอยู่ในใจคุณบ้าง สิ่งที่คุณรู้สึกผิด หรือคุณอาจจะแก้ไขไม่ได้
หลายๆครั้งที่ความผิดของเราเอง เป็นตัวกีดกั้นเราจากความกล้าที่จะเดินไปข้างหน้า สิบเท้ายังรู้พลาด... เราเองก็คนธรรมดาคนหนึ่ง อาจถึงเวลาที่คุณจะให้อภัยตัวเองได้แล้ว
"การให้อภัยตัวเอง อาจเป็นการให้อภัยที่ยากที่สุด"
ชายคนหนึ่งพบรังไหมของตัวอ่อนผีเสื้อ เขาเฝ้าจับตาความคืบหน้ามาตลอด กระทั่งได้เห็นรอยปริขนาดเล็กปรากฏอยู่ที่ผิวภายนอก
ชายคนนั้นจึงนั่งลงและเฝ้าจับตามองความเคลื่อนไหว ของตัวอ่อนผีเสื้ออยู่นานหลายชั่วโมง เขาเห็นมันพยายามดิ้นรนจะพ้นจากช่องเล็กๆของรังไหมให้ได้ แต่เมื่อไม่สำเร็จ เจ้าตัวน้อยก็หยุดการเคลื่อนไหว เหมือนจะยอมรับว่า ไม่อาจขืนทำอะไรไปมากกว่านั้น
เมื่อตัดสินใจได้ว่าจะช่วยตัวอ่อนแล้ว.. ชายคนนั้นจึงหยิบกรรไกรขึ้นมาตัดเปิดช่องรังไหม จนกว้างพอที่ตัวอ่อนจะสามารถออกมาได้อย่างง่ายดาย ตัวอ่อนผีเสื้อน้อยจึงออกมาเผชิญโลกทั้งสภาพร่างกายบวมกลม ตรงข้ามกับปีกที่มีขนาดเล็กนิดเดียว !
แต่เขาก็เฝ้าจับตามองตัวอ่อนนั้นต่อไป ด้วยความหวังว่า อีกไม่ช้า ปีกของมันจะขยายใหญ่ขึ้น และแข็งแรงพอจะพยุงร่างกายมันได้เมื่อถึงเวลาอันควร
แต่เมื่อเวลาผ่านไป กลับไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ! ผีเสื้อน้อยต้องเดิน และคลานไปมาทั้งชีวิต ด้วยสภาพร่างกายบวมกลม และ ปีกแห้งเล็กที่ไม่มีโอกาสจะบินได้ ภายใต้การดูแลอย่างอ่อนโยนของชายผู้หวังดี
สิ่งที่ชายคนนี้ไม่เคยเข้าใจก็คือ ธรรมชาติได้กำหนดมาแล้วว่า ตัวอ่อนจะออกไปเผชิญโลกได้ ก็ต่อเมื่อของเหลวในร่างกายลดน้อยลง จนลำตัวมีขนาดสมดุลกับปีกเท่านั้น จึงจะสามารถลอดออกจากช่องว่างขนาดเล็กของรังไหมได้สำเร็จ และถ้าตัวอ่อนได้ผ่านการดิ้นรนจนถึงเวลานั้น มันจึงจะเติบโตเป็นผีเสื้อที่พร้อมโบกบินจากรังได้อย่างอิสระโดยแท้
การมีชีวิตอยู่โดยไม่ต้องผ่านอุปสรรคใด ๆ เลย จึงมีแต่จะทำให้เราพิการและไม่แข็งแรง การดิ้นรนฝ่าฟันอุปสรรคต่างหาก ที่เป็นหัวใจสำคัญของการดำเนินชีวิต ซึ่งจะช่วยให้เรายืนหยัดอยู่ได้อย่างแข็งแกร่ง เพราะอย่างนั้นภูมิใจกับการดิ้นรนในวันนี้เถอะ.... ถ้าคุณหวังจะไปให้ถึงวันดีๆ ของชีวิตที่สามารถโบยบินได้อย่างเสรี...
นานมาแล้ว...
มีพระราชา ผู้ซึ่งบอกกับคนขี่ม้าของเขาว่า ถ้าเขาสามารถขี่ม้าไปครองพื้นที่ได้มากเท่าไรก็ตาม พระราชาจะยกที่ดินนั้นให้กับเขา
คนขี่ม้าจึงควบม้าของเขาไปอย่างรวดเร็ว เพื่อครอบครองที่ดินให้มากเท่าที่จะทำได้ เขาเร่งควบม้าไปเรื่อยๆ เร็วเท่าที่ม้าจะรับไหว ....... เมื่อเขาหิวหรือเหนื่อย เขาจะไม่หยุดควบม้า เพราะเขาต้องการครอบครองดินแดนให้มากเท่าที่จะเป็นไปได้ เมื่อมาถึงจุดหนึ่งเขาหมดแรง และกำลังจะตาย
เขาจึงถามตัวเองว่า....
" ทำไมเราถึงกดดันตัวเองอย่างหนักเพื่อให้ได้ครอบครองผืนดิน? ตอนนี้เรากำลังจะตายและเราก็ต้องการเพียงแค่ที่ดินเล็กๆ เพื่อฝังศพตัวเอง "
เรื่องข้างต้นก็เหมือนการเดินทางของชีวิตพวกเรา....
พวกเราผลักดันตัวเองอย่างทุกวันเพื่อให้ได้เงินมากๆ มีอำนาจ และเป็นที่ยอมรับ พวกเราละเลยที่จะดูแลสุขภาพของตัวเอง และคนรอบข้าง....
เราไม่มีแม้เวลาที่จะให้กับครอบครัว และชื่นชมกับสิ่งสวยงามรอบตัว หรือแม้กระทั่ง งานอดิเรกที่เรารัก เราก็ไม่มีแม้เวลาที่จะทำมัน วันหนึ่งเมื่อเรามองกลับไป ....พวกเราจะตระหนักว่า สิ่งที่ต้องการนั้น จริง ๆ เรากลับไม่ได้มันมาทั้งๆที่มันอยู่ใกล้เสียเหลือเกิน .....
แต่สิ่งที่เราขวนขวาย และพยายามไขว่คว้า มันกลับไม่ได้ให้อะไรกับชีวิตเราเลย.... แต่เมื่อเราไม่สามารถย้อนเวลากลับไปได้กับสิ่งที่เราพลาดไปในชีวิต ไม่ใช่การสร้างเงิน สร้างอำนาจ หรือการยอมรับ ชีวิตไม่ใช่การทำงาน งานเป็นสิ่งสำคัญเพียงสิ่งเดียวที่ทำให้เราสนุกกับความงาม และความพึงพอใจของชีวิต แต่ชีวิตคือ ความสมดุลของงานและการเล่น ครอบครัวและเวลาส่วนตัว ...จงตัดสินใจว่าจะสร้างสมดุลให้กับชีวิตคุณอย่างไร?
กำหนดลำดับความสำคัญของคุณเอง ตระหนักว่าอะไรที่คุณสามารถยอมรับได้
จงตัดสินใจด้วยสัญชาตญาณของตัวคุณเอง....
ความสุขคือ ความหมายและจุดมุ่งหมายของชีวิต ดังนั้น... สร้างมันง่าย ๆ โดยทำในสิ่งที่คุณต้องการจะทำ และซาบซึ้งกับธรรมชาติ ชีวิตนั้นเปราะบาง ชีวิตนั้นสั้น ใช้ชีวิตอย่างสมดุล ในสไตล์ของคุณเอง และสนุกกับมัน มองดูสิ่งที่คุณคิด : มันจะกลายเป็นคำพูด
มองดูคำพูดของคุณ : มันจะกลายเป็นการกระทำ
มองดูการกระทำของคุณ : มันจะกลายเป็นนิสัยติดตัว
มองดูนิสัยของคุณ : มันจะกลายเป็นบุคลิก
มองดูบุคลิกของคุณ : มันจะกลายเป็นโชคชะตา
แต่สิ่งที่สำคัญที่สุด คือ ตัวคุณที่จะกำหนดตัวคุณเอง
การกินอาหารตามกรุ๊ปเลือด
เลือดของคนเราแบ่งออกเป็น 4 กรุ๊ปตามระบบ เอบีโอ( ABO system) ได้แก่ กรุ๊ป A กรุ๊ป B กรุ๊ป AB และกรุ๊ป O การถ่ายเลือดนั้นจะทำได้ก็ต่อเมื่อแอนติเจนและแอนติบอดีของเลือดตรงกันหรือเข้ากันได้ หลักเกณฑ์ในการถ่ายเลือดมีอยู่ว่า * คนที่มีเลือดกรุ๊ป A ซึ่งมีแอนติเจน A และมีแอนติบอดี B สามารถรับเลือดกรุ๊ป A และ O ได้ * คนที่มีเลือดกรุ๊ป B มีแอนติเจน B และแอนติบอดี A สามารถรับเลือดกรุ๊ป B และ O ได้ * คนที่มีเลือดกรุ๊ป AB มีทั้งแอนติเจน A และ B แต่จะไม่มีแอนติบอดี สามารถรับได้ทุกกรุ๊ป แต่ให้ใครไม่ได้เลย * ส่วนคนที่มีเลือดกรุ๊ป O ไม่มีแอนติเจน แต่มีแอนติบอดีทั้ง A และ B สามารถให้เลือดได้กับทุกกรุ๊ป แต่รับได้เฉพาะเลือดกรุ๊ปเดียวกันเท่านั้น ด้วยเหตุนี้เลือดกรุ๊ป O จึงได้ชื่อว่าเป็นนักบุญนั่นเอง กรุ๊ปเลือดเหล่านี้ถูกกำหนดโดยพันธุกรรม ลูกจะมีเลือดอยู่ในกลุ่มที่ตรงกับพ่อหรือแม่อย่างน้อยคนใดคนหนึ่ง การตรวจเลือดจึงมักเป็นหลักฐานชิ้นหนึ่งในการพิสูจน์หาพ่อแม่ที่แท้จริง
กรุ๊ป O เจ้าของแนวคิดได้อธิบายที่มาของคนกรุ๊ปเลือด O ว่า เป็นกรุ๊ปเลือดที่เก่าแก่ที่สุดโดยมาจากมนุษย์กลุ่มแรกของโลก ดำรงชีวิตด้วยการล่าสัตว์และกินเนื้อสัตว์เป็นอาหาร จัดว่าเป็นกลุ่มคนที่ค่อนข้างแข็งแรง อาหารเด่น ๆ ของคนกลุ่มนี้คือ อาหารประเภทเนื้อสัตว์ เนื่องจากน้ำย่อยในกระเพาะอาหารของคนกรุ๊ป O มีความเป็นกรดสูง จึงสามารถย่อยโปรตีนจากเนื้อสัตว์ได้ง่าย สามารถกินอาหารประเภทเนื้อสัตว์ได้โดยไม่มีปัญหาเมื่อเทียบกับกรุ๊ปอื่น ๆ ดังนั้นอาหารที่ควรเลี่ยงคือ อาหารที่จะเข้าไปเพิ่มกรดในกระเพาะอาหารให้มากขึ้นโดยไม่จำเป็น เช่น เครื่องดื่มประเภทเบียร์ ชา กาแฟ น้ำอัดลม หรือผลไม้ที่มีความเป็นกรดสูง จากหนังสือของ Dr. Peter J. D'Adamo กล่าวว่า คนกรุ๊ปเลือดนี้มีลักษณะของความเป็นผู้นำสูง มุ่งมั่น จริงจัง เข้มแข็ง อดทนอดกลั้น และชอบวางแผน เป็นกรุ๊ปเลือดที่เหมาะกับการออกกำลังกายหนัก ๆ ได้เกือบทุกประเภท เพราะเป็นกลุ่มที่ค่อนข้างแข็งแรง เลือดไหลเวียนดี อัตราการเต้นของหัวใจสูง จึงควรออกกำลังกายอย่างน้อยสัปดาห์ละ 4 ครั้ง
กรุ๊ป A เป็นกลุ่มที่พัฒนามาจากคนกรุ๊ปเลือด O คือเมื่อหมดยุคล่าสัตว์ก็เริ่มต้นตั้งถิ่นฐาน และรู้จักการเพาะปลูกพืช กินผักผลไม้เป็นอาหารหลักแทนเนื้อสัตว์ ลักษณะเด่นของคนกลุ่มนี้จะตรงกันข้ามกับคนกรุ๊ปเลือด O คือน้ำย่อยในกระเพาะอาหารมีความเป็นกรดต่ำ หากกินอาหารประเภทเนื้อโดยเฉพาะเนื้อแดงเข้าไปมาก ๆ จะทำให้ย่อยยาก จึงไม่เหมาะกับอาหารประเภทเนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์จากสัตว์ เช่น ไส้กรอก แฮม กุนเชียง ฯลฯ เท่าใดนัก นม เนย ไข่ก็จัดเป็นอาหารที่กินได้เป็นครั้งคราว เพราะมีโปรตีนที่ย่อยยากเช่นกัน ซึ่งอาจเลี่ยงมาเป็นน้ำนมถั่วเหลืองแทน อาหารที่เหมาะกับคนกลุ่มนี้ที่สุดคือผักและผลไม้ ซึ่งควรจะกินให้มากกว่าอาหารประเภทอื่น เมล็ดธัญพืชเป็นแหล่งโปรตีนที่สามารถชดเชยโปรตีนจากเนื้อสัตว์ได้ดีโดยเฉพาะถั่วเหลือง ถั่วลิสง เครื่องดื่มประเภทกาแฟมีสรรพคุณเพิ่มกรดในกระเพาะ ส่วนชาเขียวช่วยในการย่อยอาหารได้ คนกลุ่มนี้มักเป็นมีอารมณ์อ่อนไหวง่าย ชอบความสมบูรณ์แบบ บางครั้งชอบเรียกร้อง และครุ่นคิดกับเรื่องตัวเอง แต่ก็มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์สูงและให้ความร่วมมือกับผู้อื่นดี เป็นกลุ่มที่เหมาะกับกินอาหารแบบมังสวิรัติที่สุด แต่มักเจ็บป่วยง่าย ดังนั้นจึงควรป้องกันเรื่องโรคภัยไข้เจ็บ และดูแลระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายให้มาก ซึ่งการออกกำลังกายจะช่วยได้ แต่คนกรุ๊ปเลือดนี้ไม่เหมาะกับการออกกำลังกายแบบหนัก ๆ เพราะธรรมชาติมักเป็นคนเหนื่อยง่าย จึงควรเลือกเล่นกีฬาเบา ๆ เช่น โยคะ รำมวยจีน กอล์ฟ เต้นรำ ยืดกล้ามเนื้อ เป็นต้น
กรุ๊ป B หลังจากที่มนุษย์ได้ตั้งถิ่นฐานและเพาะปลูกแล้ว ก็เริ่มเลี้ยงสัตว์เอง กินเนื้อและนมของสัตว์ที่เลี้ยงไว้ ร่างกายได้มีวิวัฒนาการมากขึ้น จนเกิดเป็นกลุ่มเลือดกรุ๊ป B คนกลุ่มนี้จึงค่อนข้างจะกินอาหารได้หลากหลาย ทั้งผัก ผลไม้ นม เนย ไข่(ได้ไม่มากนัก) และเนื้อสัตว์ ซึ่งจะมีก็แต่เนื้อไก่เท่านั้นที่เลกตินไม่เข้ากับกรุ๊ปเลือด กรุ๊ปเลือดนี้มักมีปัญหาเกี่ยวกับภูมิคุ้นกันบกพร่องและไวรัส อาหารที่ควรได้รับเป็นพิเศษ ได้แก่ ผักใบเขียว ข้าวซ้อมมือ เนื่องจากมีแมกนีเซียมช่วยป้องกันโรคผื่นคัน อาหารที่มีแคลเซียมสูง เครื่องดื่มสมุนไพรอย่างชาเขียวจัดว่าส่งผลดีต่อเลือดกรุ๊ปนี้อย่างมาก การออกกำลังกายจะช่วยสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกายแข็งแรงขึ้น หากเน้นเรื่องทำสมาธิและผ่อนคลายจิตใจควบคู่ไปด้วยจะดีมาก คนกรุ๊ปเลือด B มักมีนิสัยรักอิสระไม่ขึ้นอยู่กับใคร มีความคิดสร้างสรรค์ เป็นนักวางแผน เชื่อมั่นและเป็นตัวของตัวเอง แต่ก็ยืดหยุ่น ประนีประนอม ไม่แข็งกร้าว ซึ่งก็จะเข้ากับคนอื่น ๆ ได้ดี
กรุ๊ป AB เป็นกลุ่มที่มีวิวัฒนาการซับซ้อนมากขึ้น ซึ่งเป็นกลุ่มที่เกิดหลังสุด ค้นพบเมื่อประมาณ 1,000 - 1,500 ปีมานี้เอง มีลักษณะคล้ายกรุ๊ป A และกรุ๊ป B รวมกัน ดังนั้นอาหารที่ดีต่อคนกรุ๊ปเลือด A และ B ก็จะดีต่อกรุ๊ป AB ด้วย แต่ก็มีอาหารหลายอย่างที่ควรเลี่ยง เช่น เนื้อสัตว์ที่ย่อยยาก อาหารประเภทไส้กรอก แฮม กุนเชียง เพราะกระเพาะอาหารของคนกรุ๊ปเลือดนี้ไม่สามารถผลิตน้ำย่อยโปรตีนได้ดีเท่ากรุ๊ป O โปรตีนที่เหมาะสมควรมาจากเนื้อสัตว์ที่ย่อยง่าย เช่น เนื้อปลา นมและผลิตภัณฑ์จากนม อาหารทะเล สาหร่าย เต้าหู้ ไข่ แต่ต้องไม่กินในปริมาณมากนัก ถั่วที่มีคุณต่อกรุ๊ปเลือดนี้คือ ถั่วลิสง ถั่วเหลือง สามารถกินทดแทนโปรตีนจากเนื้อสัตว์ได้ กรุ๊ปนี้มีระบบภูมิคุ้มกันค่อนข้างอ่อนแอ จึงควรกินผักและผลไม้สดมาก ๆ ชาเขียว ไวน์แดง เป็นเครื่องดื่มที่ให้ผลดีต่อคนกลุ่มนี้ คนกรุ๊ปเลือด AB มักเป็นกลุ่มที่มีอารมณ์อ่อนไหวง่าย แต่ก็น่าไว้วางใจ มีมนุษย์สัมพันธ์ดี เข้าใจความรู้สึกของผู้อื่นได้ดี เป็นกรุ๊ปที่ไม่เหมาะกับการออกกำลังกายแบบใช้แรงมากเช่นเดียวกับกรุ๊ปเลือด A แต่ก็ควรสลับกับการออกกำลังกายที่ใช้แรงบ้าง เพื่อสร้างความแข็งแรงให้กับร่างกาย นอกจากนี้ การทดลองของ Dr. Peter J. D'Adamo ยังพบว่า เลกตินของเนื้อหมู มะพร้าว แป้งขัดขาว ไม่เข้ากับกรุ๊ปเลือดใด ๆ เลย
แต่ที่สำคัญ หากจะรับไปปฏิบัติคงต้องทำความเข้าใจอย่างละเอียดเสียก่อน เพื่อให้ทางที่เลือกนี้เป็นทางที่ถูกและปลอดภัยสำหรับตัวคุณเอง
รถบรรทุกคันนี้ ขับมานานมาก เวลาผ่านไป ความคิดถึงก็มากขึ้นตามลำดับ มากขึ้น มากขึ้น และมากขึ้น จนเต็มคันรถ ... เลยหลังคาออกมา ถึงแม้หนทางจะยาวไกล ฝนจะตก ฟ้าจะร้อง ถึงจะหนัก แต่เจ้าของ ไม่เคยเลยที่จะปล่อยให้ความคิดถึง ร่วงหล่นเลยสักความคิดถึง จนรถบรรทุกคนนี้ ได้มาเจออุโมงค์ใหญ่ แต่เพดานต่ำ แค่ผ่านอุโมงค์ เจ้าของรถ ก็จะส่งความคิดถึง อันมหาศาลให้กับเธอคนนั้น แต่ความคิดถึงมันต่ำ ... ต่ำกว่ากองแห่งความคิดถึง เพียง 1 นิ้ว แค่หยิบเอาเศษเสี้ยวแห่งความคิดถึงนั้น ... ออกไปสัก 1 นิ้ว เจ้าของรถก็จะได้เจอเธอคนนั้นดังใจหมาย ... แต่เขาไม่ยอม ไม่ยอมแม้แต่ จะยอมเอาความคิดถึงออกไปสักนิดเดียว เพราะเขารู้ดีว่า ... มันมีค่ามากแค่ไหน หนทางอีกแค่ระยะทางอุโมงค์ แต่เขาไปไม่ได้ ... เขาจะทำอย่างไร จะขน 2 รอบหรือ แล้วมันจะหล่นไประหว่างทางหรือไม่ ? เพื่อน ๆ ช่วยคิดหน่อยซิ ..... ช่วยเค้าเอาความคิดถึงไปให้แด่เธอ...อันเป็นที่รัก โดยไม่ต้องเอากองแห่งความคิดถึงออกไป เฉลยอยู่ข้างล่างนะจ๊ะ
เขาคนนั้นได้ตัดสินใจที่จะปล่อยยางของรถล้อละ 1 นิ้ว ถึงแม้ว่าจะวิ่งช้าลง ... ทำให้ถึงที่หมายช้าขึ้น แต่ความมั่นคง ... ที่มีจุดหมายปลายทาง ถึงแม้ว่าจะใช้เวลานาน ... เขาก็พร้อมที่จะเผชิญ ... ที่จะรอ จนกว่าจะเจอเธอ ... ดีกว่าที่จะทิ้งความคิดถึง ที่มีต่อเธอคนนั้นออกไป แม้แต่เสี้ยวหนึ่งก็ตาม
| Category: | Books | | Genre: | Teens | | Author: | mini |
หมีบอกนิสัย ... ลองดูว่าสีไหนตรงกับคนรู้ใจเราที่สุด
ตุ๊กตาหมีสีขาว เป็นหมีผู้มีความอ่อนโยน รักความสะอาด ใช้ชีวิตเรียบง่าย พอใจในสิ่งที่ตัวเองมี เป็นหมีผู้ซื่อสัตย์ รักสันโดษ มีจิตใจเยือกเย็น มีความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น ขี้สงสารสมกะเป็นหมีใจบุญ ถ้าคุณมอบหมีสีขาวให้คนที่คุณรัก คุณต้องยอมรับในความเรียบง่ายของเธอ และต้องมั่นคงรักเดียวใจเดียวด้วยนะ
ตุ๊กตาหมีสีชมพู แสดงว่าเป็นคนโรแมนติก มีความละเอียดอ่อน และมีจิตใจที่อ่อนโยน มองโลกในแง่ดี รักสวยรักงาม ทันสมัย ช่างแต่งตัวไม่เคยตกยุค มีคารมคมคาย ช่างพูดช่างเจรจา เป็นคนมีเสน่ห์ และต้องการการเอาอกเอาใจอย่างสม่ำเสมอ
ตุ๊กตาหมีสีแดง เป็นคนที่มีความกระตือรือร้น ทะเยอทะยาน รักความก้าวหน้า มีความคิดสร้างสรรค์ และกล้าแสดงออก มั่นใจในตนเอง ชอบออกงานสังคมและมีเพื่อนเยอะ ที่สำคัญเป็นคนรักใครรักจริง ฉะนั้นคุณต้องเป็นคนคอยสนับสนุน ในสิ่งที่เธอทำ ที่สำคัญคุณเองก็ต้องมีลักษณะเช่นเดียวกันกับเธอทุกประการ
ตุ๊กตาหมีสีฟ้า บอกถึงอุปนิสัยรักการเดินทาง มีความสดใส น่ารักและร่าเริงอยู่ตลอดเวลา มีเพื่อนเยอะ เป็นคนที่เข้าใจและใส่ใจผู้อื่นอยู่เสมอ เป็นคนเปิดเผย ตรงไปตรงมา มีรักแท้มั่นคง และหมีน้อยตัวต่อไปของคุณและเธอ จะเป็นสีอะไร ?
| |
|